วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

MACD เครื่องมือชี้จุดซื้อบอกจุดขาย พร้อมผลทดสอบความแม่นยำ 20 ปี


คำถามสำคัญอันดับต้นๆ ของนักลงทุนทั้งมือใหม่และมืออาชีพก็คือ ดัชนีจะปรับขึ้นและลงเมื่อไร หรือไม่ก็ ควรซื้อและขายหุ้นตัวนี้ที่ราคาเท่าไร โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถพิจารณาจาก 2 แนวทาง คือ 1) ประเมินมูลค่าพื้นฐาน และเปรียบเทียบกับราคาตลาด เพื่อตัดสินใจซื้อ หากราคาตลาด < มูลค่าพื้นฐาน และตัดสินใจขาย หากราคาตลาด > มูลค่าพื้นฐาน และ 2) ดูจากเครื่องมือทางเทคนิก (Technical Tool) ซึ่งสามารถบอกจุดซื้อและขายได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ลงทุนหลายปีที่ผ่านมา พบว่าหลายครั้งการลงทุนโดยเน้นการประเมินมูลค่าพื้นฐานก็ไม่แม่นยำเสมอไป และเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าพื้นฐานที่เราใช้ตัดสินใจในวันแรกก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เป็นผลให้ซื้อหุ้นแล้วราคาไม่วิ่ง หรือพลิกกลับลงมา และในบางครั้งก็พบว่าขายไปแล้วราคากลับวิ่งต่อไปอีกไกล
จึงเป็นเหตุให้ผมศึกษาการลงทุนโดยใช้เครื่องมือทางเทคนิก ซึ่งเป็นการคำนวณการเคลื่อนไหวของระดับราคาหลักทรัพย์ (ใช้ได้กับทั้งดัชนี หุ้น ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และอนุพันธ์) โดยจะให้ผลออกมาเป็นสัญญาณซื้อ/ขาย/อยู่นิ่งๆ ได้อย่างชัดเจน (แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะแม่นยำทุก ครั้งและจะได้กำไรเสมอไป)
.
ที่่ผ่านมาผมได้ลองศึกษา Technical Tool ตัวหนึ่งซึ่งให้สัญญาณค่อนข้างแม่นยำ (ในความรู้สึกของผม) นั่นก็คือ Moving Average Convergence/Divergence หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า MACD ซึ่งพัฒนาโดย Mr.Gerald Appel ในช่วงปลายยุค ’70 ที่สหรัฐอเมริกา
MACD จะประกอบด้วยกราฟสองเส้น คือเส้น MACD และเส้น Signal ตามภาพ ซึ่งจะแสดงแรงเหวี่ยง (Momentum) ของราคาีที่เปลี่ยนไปตามระยะเวลา
1) เส้น MACD (เส้นสีชมพูอ่อน) จะเกิดจากค่า 12-day Exponential Moving Average (หรือเรียกว่า EMA) ลบด้วย 26-day EMA โดย EMA จะมีหลักการเหมือนกับการหา Weighted Moving Average ทั่วไป แต่จะคำนวณด้วยฟังก์ชั่นยกกำลัง(อ่านเพิ่มเติมเรื่อง EMA ได้ที่นี่ http://en.wikipedia.org/wiki/Moving_average#Exponential_moving_average)
2) เส้น Signal (เส้นสีฟ้า) คือค่า 9-day EMA ของเส้น MACD อีกต่อหนึ่ง
เมื่อนำทั้งสองเส้นมาวิ่งทับกัน โดยให้เส้น Signal (สีฟ้า) เป็นเส้นยืน เมื่อใดที่เส้น MACD (สีชมพูอ่อน) ตัดทะลุเส้น Signal (สีฟ้า) ลงมา ถือว่า MACD ส่งสัญญาณให้ขาย และหากเส้น MACD ตัดทะลุเส้น Signal ขึ้นไป ถือเป็นสัญญาณให้ซื้อ

.
และเมื่อเทียบกับระดับดัชนีจริง ก็พบว่าเมื่อ MACD ส่งสัญญาณขาย ดัชนีก็ “มักจะ” ปรับลดลง ในทางกลับกัน เมื่อส่งสัญญาณซื้อ ดัชนีก็ “มักจะ” ปรับเพิ่มขึ้น จนเป็นเหตุให้นักลงทุนใช้เป็นเครื่องช่วยตัดสินใจลงทุนได้อย่างสะดวก (ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน MACD อย่างละเอียดได้ที่นี่ http://stockcharts.com/school/doku.php?id=chart_school:technical_indicators:moving_average_conve)
.
อย่างไรก็ดี พบว่า MACD ไม่ได้ส่งสัญญาณที่มีคุณภาพ (ทำตามแล้วได้กำไร) เสมอไป ทำให้เกิดความสงสัยว่า หากเราลองทำตาม MACD ในระยะยาวแล้วจะให้ผลเป็นอย่างไร จึงเป็นที่มาของการทดสอบย้อนหลัง (Back Testing) กับข้อมูลในอดีตเพื่อดูความน่า้เชื่อถือของมัน
.
ผมได้ดึงข้อมูล MACD ของ SET Index ย้อนหลังไป 20 ปี และของ SET50 Index ย้อนหลังไป 14 ปี (SET50 Index เริ่มมีในปี 1996) เพื่อทดสอบว่า สัญญาณ MACD ที่ส่งออกมาตลอดระยะเวลานั้น ให้สัญญาณถูก (ทำตามแล้วได้กำไร) มากน้อยแค่ไหน
.
.
แต่เนื่องจากข้อมูลมีจำนวนมาก จะนั่งนับด้วยมือจากกราฟคงไม่สำเร็จ จึงต้องอาศัยคุณสมบัติที่ดีของ eFin Smart Portal ในการดึงข้อมูลตัวเลขดิบออกมาผูกสูตรคำนวณใน Excel โดยขั้นแรกจะเป็นการหาจุดซื้อขายตามสัญญาณ MACD
.
.
ต่อมาจึงตรวจสอบว่าจุดซื้อขายนั้น ให้ผลกำไรหรือขาดทุนเป็นจำนวนเท่าไร
.
(ผมเลือกการคำนวณในตารางมาเฉพาะบางส่วนเพื่อใช้ในการแสดงเท่านั้น ความจริงมีอีกหลายขั้นครับ หากดูเฉพาะส่วนเหล่านี้อาจสับสนได้ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ใช้คำนวณมีถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2553)
.
แล้วจึงได้ผลการคำนวณออกมาดังนี้
.
.
ซึ่งพอจะสรุปผลได้ว่า
.
1) MACD จะให้สัญญาณถูกต้องประมาณ 45% (ผิดประมาณ 55%)
2) การทำตาม MACD จะให้กำไรสูงกว่าการซื้อแล้วถือ (Buy-and-Hold) อย่างมาก
3) หากเชื่อตาม MACD ตลอด 20 ปี ทั้งขาซื้อ และขา Short (สมมติว่าใช้ Futures เข้าช่วยด้วย) จะได้กำไีรมากกว่าการเล่นฝั่งซื้ออย่างเดียว (ขายแล้วไม่ Short Futures ตามลงมา) ถึงประมา๊ณ 2 เท่า (เำพราะได้ทั้งขาขึ้นและขาลง)
4) การที่ MACD มีโอกาสผิดถึง 55% แต่ัยังเอาชนะการ Buy-and-Hold ได้อย่างถล่มทลาย เนื่องจากครั้งที่มันส่งสัญญาณผิด จะทำให้เราขาดทุนเฉลี่ยเพียง 21.35 จุด (กรณี SET Index) และคราวที่มันส่งสัญญาณถูก จะให้กำไรถึง 49.95 จุด เมื่อคำนวณหาค่าที่คาดหวัง (กำไร x โอกาส) พบว่า การเชื่อตาม MACD แต่ละครั้งจะให้กำไรโดยเฉลี่ย 10.53 จุด
5) การที่ MACD ส่งสัญญาณผิดแต่ยังขาดทุนไม่มาก ก็เพราะว่า MACD มักจะส่งสัญญาณผิดเวลาที่ตลาด Sideway ขึ้นลงไม่มาก
ในขั้นต่อไป ผมอยากจะลองทำ Back Testing กับหุ้นรายตัว ทั้งหุ้นใหญ่ กลาง เล็ก และหุ้นเก็งกำไร เพื่อให้เห็นเอกลักษณ์ของหุ้นแต่ละแบบ และในขั้นก้าวหน้ากว่านั้นผมก็จะลองทำ Back Testing กับ Technical Tool อื่นๆ เช่น DMI และ Stochastic เพื่อดูว่าเครื่องมือไหนจะสร้างผลกำไรได้มากที่สุดครับ (อาจจะดีกกว่า MACD ก็ได้)
บทความนี้ค่อนข้างยาวและมีเทคนิกหลายขั้นตอน ผมจึงพยายามอธิบายละเอียดสักหน่อย หวังว่าจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นและสามารถนำ MACD ไปใช้การลงทุนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ ทั้งนี้ ส่วนการกล่าวถึงการใช้ Futures เข้ามาประกอบในฝั่งขาย ก็เพื่อช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของข้อมูลในกรณีดัชนีปรับลดลง ซึ่งตามปกติสำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้ใช้ Futures ก็จะเล่นขาขึ้นเ่ท่านั้น และจะถือเงินสดรอหลังจากขายไปแล้ว (หรือไม่ก็นำเงินไปลงทุนอย่างอื่นไปพลางๆ)
แต่เหนืออื่นใด… วัตถุประสงค์ของบทความนี้ ไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอผลการคำนวณอย่างเข้มข้น แต่อยู่การชี้ให้เห็นความน่าสนใจของ MACD ในฐานะที่เป็น Technical Tool ทีใช้ได้ดี “ตัวหนึ่ง” ในอีกหลายๆ ตัว ส่วนการทำ Back Testing ก็เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับ MACD ครับ :)

 คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันเป็น Head of Treasury & Investment Department และ Investment Committee Member ของ บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน SET Symbol: BFIT) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MBA (เน้นด้าน Finance) จาก The University of Western Australia คุณศกุนพัฒน์เริ่มสะสมประสบการณ์ด้านการวิเคราะห์ธุรกิจเมื่อปี 2544 ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง Account Analyst โดยรับผิดชอบลูกค้าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2548 ได้เริ่มงานบริหารเงินลงทุนของบริษัทเอง (Proprietary Portfolios) ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน การลงทุนในหุ้นสามัญทั้งที่ซื้อขายใน SET และนอก SET ตลอดจนการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และรับผิดชอบการบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัทผ่านธุรกรรมในตลาดเงิน คุณศกุนพัฒน์ ผ่านการทดสอบ CISA Level II ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานกลต.ให้เป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนประเภท ก. และได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน Read more from this author

VAD


แว๊ด..แว๊ด..แว๊ด...ไม่ได้ว่าใคร..แต่ใช้วัด Volume

   ความเดิมจากตอนที่แล้ว แค่ดู Volume ได้ ก็ มันส์ แล้ว "   เป็นการให้ข้อสังเกต 
ของ Volume กับราคา ว่ามันน่าจะสัมพันธ์ กันอย่างไร เมื่อเราทำความเข้าใจ 
อย่างลึกซึ้งดีแล้วว่า ราคาหุ้น ที่ขึ้นลงในแต่ละวัน มันไม่ได้วิ่ง เพราะปัจจัยพื้นฐาน 
ของบริษัทมหาชนนั้นๆ แต่มันวิ่งตามอารมณ์ของตลาด.. จะเรียกให้ถูกก็คือ ราคา 
วิ่งตามใจของ มวลชนในตลาดนั่นเอง




“หุ้นจะหยุดลง เมื่อผู้คนหยุดขาย”
“หุ้นจะหยุดขึ้น เมื่อไม่มีใครอยากซื้อ”


  .. สองประโยคนี้ เป็น เครื่องเตือนสติอย่างดี ให้ นักลงทุน ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้  ....

แต่เจ้า Volume ที่เป็น กราฟ แท่งๆ มันจะบอกอะไร เราได้ ไม่มาก ก็แค่ปริมาณที่มีการซื้อขายในตลาดนั่นเอง  จากภาพ จะเห็นว่า ถึงแม้เราจะใส่ Volume ให้มีเส้นค่าเฉลี่ย ให้เปลี่ยนสีได้เมื่อมี Volume เพิ่มขึ้นหรือลดลง จากวันก่อนหน้า ... แต่ Volume ก็บอกแต่เพียง มีการซื้อ-ขาย กันมา หรือน้อย

แต่ มันไม่ได้บอกว่า "ซื้อ" มากหรือน้อย หรือว่า "ขาย" มากหรือน้อย

.

... แล้วถ้าเจอ แท่งราคา สั้นๆ  หรือ ติดต่อกัน ... แต่ Volume มาก และมากขึ้น .. ด้วยภาพกราฟ แค่นึ้ ไม่มีทางรู้เลยว่า ขายมาก หรือ ซื้อมาก กันแน่....
.
... ในความเป็น จริงแล้ว มี Indicator หลายๆ ตัวในกราฟเทคนิค ที่นักลงทุนด้วย เทคนิค ใช้ในการวัด กำลัง ของการซื้อ หรือ การขาย ของหุ้น หรือ ของตลาด


       โดยส่วนตัวชอบใช้ “แว๊ด” (VAD) 

      แล้ว VAD คืออะไร ..อ่ะ

      VAD ย่อมาจาก Variable Accumulation/Distribution หรือบางคนเรียกว่า WVAD มาจาก Williams’ Variable Accumulation/Distribution หรือ Williams’ A/D มันถูกคิดโดย Larry Williams (อ้างอิงจากหนังสือ :The Secret of Selecting Stocks for Immediate and Substantial Gains, 1986)

       แล้ว แว๊ด (VAD) มันใช้ทำอะไร คงไม่ได้เอามาร้อง ให้รำคาญหูแน่ๆ

      VAD ใช้วัด แรงซื้อ แรงขาย หากดูในภาพ จะเห็นว่า VAD เป็น เส้นที่วิ่งขึ้นลง ไปมาระหว่าง ค่าบวก ค่าลบ เป็นการแสดงสภาวะของราคาหุ้น หรือดัชนี ที่เรากำลัง ดูกราฟนั้น อยู่นั่นเอง
     


            VAD ค่าบวก บอกอาการขณะนั้น ว่า มีการ ซื้อ มากกว่า ขาย

            VAD ค่าลบ บอกอาการ ว่า มีการ ขาย มากกว่า ซื้อ 

             ง่ายๆ อย่างงั้น เลย !!!

             ในโปรแกรมดูกราฟ บางโปรแกรมที่สามารถปรับแต่ง parameter ของ Indicator ได้ เราก็จะสามารถทำให้ VAD ดูง่ายขึ้น ด้วยการตั้งค่า VAD จากที่เป็น เส้น (Line) ให้ กลายเป็น Histogram และตั้งค่าสี ให้มีการเปลี่ยนสีได้ กรณีในภาพนี้ ตั้งให้ VAD เป็นสีเขียว เมื่อเป็น ค่าบวก (ซื้อ) และเป็นสีแดง เมื่อเป็น ค่าลบ (ขาย)




         การใช้ VAD ยังมีวิธีในการดูสัญญาณ อีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเทคนิค ไม่วุ่นวายจากอารมณ์ตลาด เข้าซื้อถูกที่ ถูกเวลา ไม่ขายหมู เลิกติดดอยกัน เสียที.. โฮ้ว!!! อะไรจะเทพขนาดนั้น




VAD Signal #1 : VAD > 0 

           VAD ที่อยู่ใต้ศูนย์ (ค่าติดลบ, สีแดง) แล้วต่อมา ตัดศูนย์กลับมา เป็นค่าบวก (สีเขียว) เป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า ทิศทางเริ่มเปลี่ยนจาก ขาย กลับมาเป็น ซื้อ แล้ว

   
      หากแท่งต่อไป เป็นค่าบวก แล้วค่าบวกมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็แสดงถึง แรงซื้อ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แท่งราคาค่อยยกตัวขึ้น หรือบางครั้งแท่งราคา อาจจะวิ่งออกข้าง หรือ อาจจะถอยลงเล็กน้อยในบางครั้งก็ยังมี

        ถือว่า เป็น BUY Signal สามารถเข้าซื้อได้ หาก VAD วิ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง





VAD Signal #2 : VAD < 0



      VAD ที่อยู่เหนือศูนย์ (ค่าบวก, สีเขียว) แล้วต่อมา ตัดศูนย์ลงมา เป็นค่าลบ (สีแดง) เป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า ทิศทางเริ่มเปลี่ยนจาก ซื้อ กลับมาเป็น ขาย แล้ว

       หากแท่งต่อไป VAD เป็นค่าลบอีก แล้วค่าติดลบมากขึ้น ลงไปอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็แสดงถึง แรงขาย ที่ทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แท่งราคาทิ้งตัวลงแรง หรือบางครั้งแท่งราคา อาจจะวิ่งออกข้าง หรือ อาจจะพบแท่งราคาดีด rebound เล็กๆ ก็มี

       ถือว่าเป็น SELL Signal ที่ต้องขายออกไป หาก VAD ติดลบลงไปอย่างต่อเนื่อง



      โอ้ว!!!  จริงดิ  มันดูง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ

     ดู  VAD เป็น  ก้รู้แล้วว่า ชาวประชา เขาซื้อ หรือ ขาย กัน แรง  หรือ อ่อน แค่ไหน
จะได้ ไม่หลงเข้าไปซื้อ ในวันที่เขา ลากไปปล่อยของ ....  หรือ รีบขาย ในวันที่ ใครๆ เขาก็ซื้อกัน
พอกัน ที่ กับ การ ขายแล้ว วิ่งต่อ  ... เพราะ ดู VAD ได้ ก็ขายเป็น แล้ว

.
.

บทความแนะนำ

1. แค่ดู Volume ได้ ก็ มันส์ แล้ว

2. STOP.. STOP.. STOP.. LOST

3. ตลาดหุ้นลง .. ตกใจ กัน ทำไม

http://theyoungbloodway.blogspot.com


เทคนิคอล

บทนำ
"ตำราเล่มเดียวกันแต่ใช้กันทั่งโลก" วลีเด็ดซึ่งตรงกับสายเทคนิค แต่ในมุมมองของผมแล้วตรงแค่ครึ่งเดียวนะครับ เพราะเราจะเรียนรู้ในสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว จากนั้น!เราจะนำมาประยุกต์ใช้เป็นสูตรลับของตัวเราเอง  ซึ่ง50%ก็คือตามตำราอีก50%คือการประยุกต์ของเราเอง! ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับ50%หลังนั้นละครับ  ตัวอย่างเส้นEMA ตามมาตรฐานก็คือ5,15,35  แต่นักเทคนิคบางท่านก็ใช้ 3,13ในการเทรดซึ่งประสบผลสำเร็จเพราะเหมาะกับลักษณะนิสัยและกระบวนการซื้อขายของเค้า  ดังนั้นในหน้า"เทคนิคอล"นี้ ผมจึงรวบรวมบทความดีๆมาไว้ในหัวข้อที่1 โดยมีครบทุกIndicatorที่เป็นที่นิยมตรงตามทฤษฏี ผมหวังว่าท่านผู้อ่านจะเรียนรู้Indicatorต่างๆ แล้วนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะแก่การซื้อขายของตัวท่านเองครับ

สารบัญ
1:รวมลิ้งบทความทุกIndicatorที่สำคัญ (แนะนำ) 
2:Eliott Wave
3:How to trade in Stocks by Jesse Livermore  
4:VIX INDEX หรือดัชนีความกลัว 
5:แนวรับและแนวต้าน (แนะนำ)
6:Bollinger-สัญญาณระเบิด

1.รวมลิ้งบทความทุกIndicatorที่สำคัญ
Dow Theory ต้นกำเนิดของเทคนิคอล!

Technical Analysisคืออะไร? รากฐานความเชื่อ3ประการ 

แนวโน้มของราคา 

Divergence จุดกลับตัว!! **สำคัญครับควรรู้ทุกคน** 

RSI แรงซื้อและแรงขาย

MACD แม่นยำจริงหรือ?

วิธีใช้Fibonacci Retracement

Trend line ความยิ่งใหญ่ที่แสนเรียบง่าย 

ทำกำไรหุ้นSIDEWAYโดย STOCHASTICS 

เส้นEMAกับ ประโยชน์3ประการ! 

ADX เครื่องมือคู่ใจเทรดเดอร์ 

VAD วิธีดูว่าซื้อ หรือ ขาย กัน แรง หรือ อ่อน 

2.Eliott Wave


 Elliot Wave Theory เป็นทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย นาย Ralph Nelson Elliot และ ได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกกับการวิเคราะห์ราคาหลักทรัพย์ โดย ทฤษฎีของนาย Elliot กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ที่บางครั้งดูไร้ทิศทางนั้นไม่ได้เป็น เคลื่อนไหวแบบสุ่ม แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีแบบแผนซ้ำไปซ้ำมา และ สะท้อนถึงการกระทำและความรู้สึกของมนุษย์ที่มีอิทธิพลมาจากปัจจัยภายนอก หรือ จิตวิทยาหมู่ ซึ่ง จะปรากฏเป็นรูปแบบของ ‘คลื่น’ ในกราฟราคา

ทฤษฎีในเบื้องต้น ของ Elliot กล่าวว่า ทุกการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์นั้นจะตามมาด้วย ปฏิกิริยาโต้ตอบเสมอ และ รูปแบบของการเคลื่อนไหวของราคาในช่วง ‘ขาขึ้น’ (Impulse Wave) ในหนึ่งวัฏจักรของราคานั้นจะสามารถถูกมองคร่าวๆเป็นการ ‘คลื่น’การเคลื่อนไหวทั้งหมด 5 คลื่นด้วยกัน ในขณะที่ รูปแบบของราคาช่วง ‘ขาลง’ (Corrective Wave) จะมีอยูด้วยกันทั้งสิ้น 3 คลื่น(A-B-C)
cr:afet.or.th/

ดาวโหลดไฟล์สอน Eliott Wave ฟรี!

3.How to trade in Stocks by Jesse Livermore 
Jesse Livermore คือหนึ่งในนักเก็งกำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเค้ามีฉายาว่า หมีใหญ่แห่งวอลสตรีท เพราะเค้าชอบเก็งกำไรในช่วงตลาดขาลง
 ซึ่งLivermore มีกฏหลักอยู่5ข้อคือ
1.อย่าขาดทุน
2.กำหนดจุดตัดขาดทุน(Cus Loss)
3.ต้องมีเงินสดสำรองเสมอ
4.อย่ารีบทำกำไร หรือLet Profit Run นั้นเอง
5.เมื่อได้กำไรต้องเก็บเงินสด      

ดาวโหลดหนังสือฟรี!
  
4.VIX INDEX หรือดัชนีความกลัว


ภาพจาก:Bloomberg วันที่23/09/12

หลายๆคนอาจยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไร ง่ายๆครับมันคือดัชนีวัดความกลัวของคนตรงตามชื่อนั้น ยิ่งเยอะแปลว่าคนกลัว ยิ่งน้อยก็แปลว่าคนไม่ค่อยกลัว

ดัชนีมีความสำคัญอย่างไร? โดยส่วนใหญ่มันมีความความสัมพันธกับDJIA มีหลายๆ

ครั้ง ที่ลงต่ำมากๆทำนิวโลลงไป(คนกำลังกล้า) DJIAจะมีการปรับฐาน เช่นกันถ้าดัชนีความกลัวสูงมากๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นจุดกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้นของDJIA  ซึ่งดัชนีนี้ชาวต่างชาติให้ความสำคัญมากและสามารถดูได้ง่ายๆจากapplication CNBC RTของไอโฟน

ดูจากรูปดัชนีความกลัวต่ำลงมากๆในช่วงนี้ และมีลุ้นจะทำนิวโลลงไปอีก ซึ่งจากประวัตในรอบ5ปีดัชนีไม่เคยลงต่ำไปกว่า13 (วันที่23/09/12ดัชนี13.98จุด) อาทิตย์หน้ามีลุ้นทำนิวโลในรอบ5ปี อีกความหมายหนึ่งคือช่วงนี้เป็นช่วงที่คน"กล้า"มากสุดในรอบ5ปี ความคิดเห็นส่วนตัวของผมsetมีแนวโน้มว่าจะปรับฐาน(เล็กน้อย)ในเร็วๆนี้ครับ

3วันหลังจากที่โพสต์ข้อความนี้ วันที่26/9/12 SETร่วงจาก1290ลงไปปรับฐานที่1270

หมายเหตุ:Indicatorทุกตัวคือตัวบ่งชี้"ความน่าจะเป็น"นะครับ ไม่สามารถยืนยันอะไรได้100%



5.แนวรับและแนวต้าน
6วิธีตัวอย่างในการหาแนวรับแนวต้านคือ:
1:ทำTrend lineโดยแนวรับจะลากจากจุดต่ำสุดไปอีกจุดต่ำสุด และแนวต้านจะลากจากจุดสูงสุดไปจุดสูงสุดอีกจุดหนึ่ง ถ้าเป็นกราฟdayควรลากจากราคาปิด ถ้าเป็นกราฟweek,monthควรลากจากไส้เทียน  trend lineเหมาะสำหรับดูแนวโน้มราคาในภาพใหญ่ และเหมาะกับหุ้นBig Capหรือหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง ตัวอย่างตามรูปข้างล่างนี้ครับ เส้นสีเหลืองคือTrend line   



2:จุดที่ราคาเป็นตัวเลขถ้วนๆสวยๆเช่น 40, 50, 100บาท เป็นแนวรับแนวต้านทางจิตวิทยาซึ่งไม่มีเหตุผลที่จับต้องได้แต่คนก็เอามาใช้/พูดถึงกัน ส่วนตัวผมไม่เชื่อในแนวรับแนวต้านนี้เช่นกัน

3:วิธีนี้เราดูแค่2จุดคือจุดสูงสุดเดิมและจุดต่ำสุดเก่า ซึ่งเราจะดูที่ราคาปิดไม่ดูที่ไส้เทียนเพราะไส้เทียนนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ2-3นาทีที่ราคาเบรคมาได้ไม่มีนัยยะสำคัญ(ยกเว้นถ้าเป็นshooting star วอลุ่มเยอะๆให้ตีจากไส้เทียนแทน) ต่างจากราคาปิดที่มีคนซื้อขายเยอะ โดยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องลากtrend line คุณแค่ดูกราฟแล้วดูจุดต่ำสุด(แนวรับ)จุดสูงสุด(แนวต้าน)แค่นี้พอ โดยดูแค่ช่วง3เดือนล่าสุดเพราะนานกว่านี้ไม่มีนัยยะสำคัญคนที่เคยติดหุ้นอาจปล่อยไปแล้วก็ได้ ยิ่งจุดต่ำสุด/สูงสุดใกล้กับปัจจุบันยิ่งมีนัยยะสำคัญ และvolumnคือตัวบอกว่าเป็นแนวรับแนวต้านที่แข็งแค่ไหน สำคัญที่สุดคือVOLUMEโกหกกันไม่ได้มีคนซื้อขายตรงจุดนั้นเยอะจริงๆ

รูปตัวอย่างหุ้นPTTจากภาพโลเก่ารอบล่าสุดคือ 325ถือเป็นแนวรับ  หลังจากนั้นปิดหลุด325ราคาไหนลงต่อเนื่อง  

4:แนวรับทางจิตวิทยาจุดที่เปิดGAP(ช่องว่าง)ไว้ เช่นเมื่อวานปิด10 วันนี้เปิด11บาท 11บาทถือเป็นแนวรับถ้าหลุดมีร่วงยาวไปปิดGAPที่10บาท ในทางตรงกันข้ามถ้าเมื่อวานปิด10บาท วันนี้เปิดร่วงมา9บาท 9บาทถือเป็นแนวต้านจิตวิทยา สาเหตุหนึ่งที่เป็นแนวรับแนวต้านเพราะช่องว่าง10-11บาทหรือ10-9บาท นั้นไม่มีการซื้อขายทำให้ไม่มีคนถือต้นทุนราคาเท่านั้น ตัวอย่างเช่นเปิดGAPร่วงมา9บาท แล้วสัปดาห์ต่อมาราคากลับมาทดสอบแนวต้านที่9บาทแล้วสามารถเบรคขึ้นไปได้ ช่วงราคา9-10บาทเช่น 9.10 9.50 นั้นไม่มีใครมีต้นทุนเท่านี้อยู่จึงทำให้ราคาวิ่งต่อไปได้ง่าย เค้าจะเรียกกันว่าปิดGAP 
หมายเหตุ:ไม่เป็นจริงเสมอไปนะครับหลุดแนวต้านไปแล้วไม่สามารถปิดGAPได้กลายเป็นดอยใหม่แทนมีให้เห็นเยอะมากและGAPจะเกิดเพราะ2เหตุผลหลักๆคือ 1:ข่าวดีหรือข่าวร้าย 2:จ่ายปันผล

 รูปตัวอย่างของหุ้นPATOครับ คำอธิบายในภาพคือ:1จุดแรกปิด11.70  2:เปิดGAPมาที่11บาทแล้วมีหลุดวิ่งไป11.30ล่อเม่าดอยแล้วร่วงยาว   3:ทะลุแนวต้าน11.30วิ่งมาปิดGAPที่11.70บาทภาพในวันแล้วร่วงยาว

5:ใช้เส้นEMAVเป็นแนวรับ แล้วแต่คนว่าจะใช้กี่วัน คนเล่นสั้นอาจใช้แค่5วัน คนเล่นยาวใช้60วัน(ตัวอย่าง)  EMAVเหมาะสำหรับช่วงเวลาLet profit run หุ้นวิ่งไม่ต้องสน ขายเมื่อหลุดเส้นEMAVที่เราตั้งไว้เท่านั้น
 ภาพตัวอย่างจากหุ้นSPALI ใช้เส้นสีเหลืองEMAVเป็นแนวรับครับ

6: ในกรณีที่หุ้นพุ่งขึ้นแรง(แท่งเขียวยาวๆ)ใน1วันพร้อมวอลุ่ม ให้ถือว่าราคาปิดวันนั้นเป็นแนวรับ ในทางตรงกันข้ามถ้าหุ้นลงแรงก็ถือว่าราคาปิดเป็นแนวต้าน    และเราสามารถใช้Fibonacci Retracementลากจากราคาเปิดไปจนถึงราคาปิดในวันนั้นๆเพื่อหาแนวต้านในอนาคตได้อีกด้วย


  ภาพตัวอย่างหุ้นBlandเราเอาแท่งเขียวยาวๆมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยที่วันนั้นราคาปิด1.21 ถือเป็นแนวรับสำคัญ  และตีเส้นfiboได้แนวต้าน1.36, 1.45,1.60  ซึ่งตัวเลขFibo "161.8%"ถือเป็นแนวต้านสำคัญ

ข้อคิดสำคัญสำหรับแนวรับแนวต้าน
1:Volumeสำคัญที่สุด ยิ่งเยอะแปลว่ายิ่งมีนัยยะสำคัญ
2:ส่วนใหญ่คิดกันไปเอง บางทีแนวรับแนวต้านอาจจะไม่มีอยู่จริง
3:ต้องมีวินัยหลุด"แนวรับสำคัญ"ต้องcut loss
4:ราคาปิดจะconfirmทุกอย่าง ถ้าหลุดแนวรับแนวต้านระหว่างวันแต่ราคาปิดกลับมายืนได้ปกติไม่ต้องกังวล 
5:อย่าซื้อเมื่อหุ้นทะลุแนวต้าน...ระวังจะโดนหลอก...ควรดูIndicatorอื่นๆหรือปัจจัยพื้นฐานเพื่อตัดสินใจด้วย
 หมายเหตุ:Indicatorทุกตัวคือตัวบ่งชี้"ความน่าจะเป็น"นะครับ ไม่สามารถยืนยันอะไรได้100%

  6.Bollinger-สัญญาณระเบิด!
 
Bollinger(เส้นสีชมพูในรูป)   
1ราคาจะเป็นแนวโน้มขาขึ้น(ชั่วคราว) เมื่อแท่งเทียนอยู่ติดกับเส้นBollingerด้านบน และหุ้นจะมีแนวโน้มขึ้นต่อไปอีกซักพัก
2:ราคาจะเป็นแนวโน้มขาลง(ชั่วคราว) เมื่อแท่งเทียนอยู่ติดกับเส้นBollingerด้านล่าง และหุ้นจะมีแนวโน้มลงต่อไปอีกซักพัก


3:สามารถดูได้ว่าหุ้นจะ"ขึ้นแรง"หรือ"ลงแรง" วิธีดูคือให้ดูเส้นสีชมพูสองเส้น จะมีเส้นบนกับเส้นล่าง ถ้า2เส้นนี้บีบตัวเข้าหากันมากๆแปลว่ามันใกล้จะเลือกทาง ขึ้นแรงหรือ/ลงแรง! ดังที่คุณเห็นตามภาพจุดที่1เส้นbollingerบนล่าง บีบเข้าหากันและจากนั้นก็ระเบิดและราคาพุ่งขึ้นอย่างแรง เช่นกันกับจุดที่2และจุดที่3 bollingerบีบเข้ามาซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังจะระเบิด และไม่กี่วันต่อมาหลังจากที่มันบีบเข้าหากันราคาก็พุ่งขึ้นอย่างแรงครับ

ก่อนที่คุณจะมองโลกในแง่ดีคิดว่าบีบเมือไรมันจะระเบิดแล้วหุ้นขึ้นแรง จึงนำอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งนี้คือกรณีที่bollingerบีบเข้ามาแล้วเกิดการระเบิด! หุ้นร่วงแรง! ดูจากภาพจุด1,จุด2และจุด3 bollingerบีบมาไม่กี่วันระเบิดเม่าตายกันเป็นแถบครับ

หมายเหตุ:Indicatorทุกตัวคือตัวบ่งชี้"ความน่าจะเป็น"นะครับ ไม่สามารถยืนยันอะไรได้100%