วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

8 Steps : ทำไว้.. จะได้ไม่เจ็บใจทีหลัง (Step 5 - 6) - Wave Rider

8 Steps : ทำไว้.. จะได้ไม่เจ็บใจทีหลัง (Step 5 - 6)

... จากบทความก่อน เกิดจากการ ที่ ถูกถาม บ่อยๆ ว่า " .. เลือกหุ้น ยังไง .. ? " 
ก็เพียงเอา วิธีการ ส่วนตัวมาเล่าให้ฟัง .. เท่านั้น ... บางคนอาจจะ มีวิธีที่ดีกว่านี้  .. บางคน อาจะใช้เครื่องมือ ที่มันสะดวกกว่านี้ .. อาจจะมี Auto Script ให้สัญญาณ ซื้อ ขาย ได้ ทันที สบายๆ ..
บางคนอาจจะคิดว่า วิธีนี้ ใช้เวลาเยอะเกินไป .. หรือ มันดูไม่เร้าใจ ...
อยากจะบอกว่า แต่ละคนก็มีวิธีการ ที่จะทำให้ ตนเอง มีความมั่นใจในการ เทรด แตกต่างกัน ใครถนัดอย่างไร ก็ใช้วิธีอย่างนั้น ... ในบทความที่ผ่านมา เพียงเสนอมุมมอง อีกด้านที่เป็นเบื้องหลังการทำงาน.. การทำการบ้าน ก่อน เทรดเท่านั้น... จะได้เป็นส่วนจุดประกายความคิด ของผู้ที่ยังไม่มีระบบการเทรด ของตนเอง จะได้ต่อยอดความคิด แล้ว พัฒนา ระบบการเทรดในแบบของตนเอง ขึ้นมา ....
.
.... จาก Step 1 - 4  นั้น เป็นเพียงการเลือกหุ้น เตรียมหุ้น และเตรียมตัวก่อนเทรด เท่านั้น ... มาเพียงครึ่งมาเท่านั้นเอง ...​ อีกครึ่งทางที่เหลือ จะเป็นขั้นตอนในการเทรด .. ซึ่งขอนำเสนอ ให้เป็นตัวอย่าง เพื่อให้ นำไปพัฒนาระบบเทรดของตนเอง.. ต่อไป
.



STEP 5 : วางแผนการเทรด , TRADING PLAN.
.
..... หลัง จาก เห็นสัญญาณในการเข้า "ซื้อ" แล้ว คงต้องมาวาง แผนการ เทรดที่ลงรายละเอียด กันบ้าง
..สิ่งที่ต้องเตรียม คือการเขียน Trading Plan ของ หุ้นที่เรา สนใจจะ เข้าซื้อ เมื่อ เปิดตลาด  ..
ยังไม่ได้ ซื้อ นะ ... แค่สนใจจะซื้อ ......
ใช้การเขียนแผน ครับ .. เขียน ใส่สมุดโน็ตเล็ก ที่พกติดตัวได้ หรือเขียนในกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่พกในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋าสตางค์ หรือ จะ key ใส่ไว้ใน มือถือ iPhone ก็ได้ ... เอาเป็นว่า ให้พกติดตัว สามารถหยิบดูได้ตลอดเวลา ..

... Trading Plan เป็นแค่ บันทึกช่วยจำ ในการเตรียมการที่จะซื้อ ในหุ้นที่น่าซื้อ แต่ยังไม่ได้ซื้อ ...

... สิ่งที่จะต้องเขียน ใน Trading Plan คือ ..
 1. ราคาที่ต้องการซื้อ  ... จะซื้อราคา เท่าไหร่.. กี่หุ้น
      ..ถ้าเปิดตลาดแล้วราคาสูงกว่าซื้อจะทำยังไง  หรือ เปิดตลาดแล้วราคาต่ำกว่าที่อยากซื้อจะทำอย่างไร
2. ราคา ที่จะ STOP LOSS เมื่อซื้อไปแล้ว .... เช่น ถ้าซื้อแล้วราคาตกมาต่ำกว่า .... แล้ว จะ CUT LOSS
3. ราคาที่จะซื้อเพิ่ม.. ถ้าขึ้นต่อ  เช่น ถ้าราคาผ่านแนวนี้ จะซื้อเพิ่ม อีก ... เท่าไหร่ หุ้น
4. เงื่อนไขการ TAKE PROFIT ....หรือ เป้าหมายที่อยากขาย... แต่ถ้าราคาไปสูงกว่าเป้าจะทำอย่างไร  ... ปกติ เป้าที่อยากขาย ควรทำไว้หลายๆ ชั้น เป็นเหมือนแนวต้าน... เมื่อทะลุแนวต้านขึ้นไป ก็ถือไปขายแนวต้านถัดไปได้

ก่อนจะไปดูตัวอย่างกัน ขอบอกไว้ก่อนว่า ..เนื่องจาก ระบบการเทรด ของผม จะ "ซื้อ เมื่อ ขึ้น ... ยิ่งขึ้นยิ่งซื้อ.."  ซึ่งอาจจะแตกต่างจากบางคน ที่ยิ่งลงยิ่งซื้อ...  เหตุที่ ซื้อตอนขึ้น เพราะ ...
  ประการแรก .. ไม่มีใครรู้อนาคต.. ดังนั้น ไม่มีทางที่ใครจะรู้ว่า ราคาไหนต่ำแล้ว ... จะรู้ว่า ราคาไหนต่ำแล้ว ต่อเมื่อ มันเลี้ยวขึ้นให้เห็นว่าผ่านจุดต่ำที่สุดไปแล้ว
.
  ประการสอง .. ยิ่งลงยิ่งซื้อ ... ถ้าซื้อจนหมด หน้าตักแล้ว มันยังลงต่อจะทำยังไง.... แต่ยิ่งขึ้นยิ้งซื้อ ..ต่อให้ซื้อจนหมดตัว ..ยังไงก็กำไร .. เพราะถ้า Order สุดท้าย ซื้อแล้วมันลง คุณก็ขาดทุนเฉพาะ Order สุดท้าย แต่ที่ ซื้อขึ้นมาตลอดทาง ก็ยังกำไร ใช่ไหม ครับ .. (คงไม่มึนๆ ถือจะ ราคากลับมาขาดทุนล่ะครับ)
.
มาดูตัวอย่างกัน ครับ .
... จาก STEP 3 เราพบ ภาพของกลุ่ม ธนาคาร เริ่มมีสัญญาณ ที่น่าสนใจ ... คือ ราคาวิ่งกลับขึ้นมาใกล้เส้น TD-Line  ...
.
.
..  จากภาพ (2011-02-28)  พบ BBL, SCB, KBANK, KTB .. , มีราคาวิ่งกลับตัวขึ้นมา 2 วัน เข้าใกล้ TD-Line ที่ ได้ตีทิ้งไว้ก่อนหน้านี้  ...  เมื่อใช้ สัญญาณเทคนิค ของ EMA ตัดกันระหว่าง เส้น EMA5 และ EMA15  เอามาช่วยกลั่นกรองอีกชั้น แล้วพบว่า  ..
.... BBL, SCB, KBANK .. เส้น EMA5 ตัดขึ้นมา มากกว่า EMA15 แล้ว ถือเป็น สัญญาณ การกลับตัววิ่งขึ้น ได้แล้ว  ... แต่ KTB EMA5 ยังน้อยกว่า ยังไม่ตัด  EMA15 ..
.... ดังนั้น KTB ไว้ดูทีหลัง ยังไม่ต้องทำ Trading Plan .. เข้ารอบดูตัว แค่ BBL, SCB, KBANK.... เป็นหุ้นจับตาน่าซื้อ ...
... จัดการ เอา BBL, SCB, KBANK มาทำ Trading Plan ... โดยไล่เรียงไป ทีละตัว เลย
..
.ตัวแรก BBL ..
.. จากภาพ  พบว่า ที่ราคา 160 มีเกิน TD-Line  ขึ้นมาเล็กน้อย + Stochastic มีการกลับตัว เป็นการยืนยันว่า กลับตัวอย่างมี นัยยะ ที่จะพร้อมวิ่งแล้ว .. ทำการตีเส้น Fibonacci  Retrace Line ขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อสร้างให้เกิด แนวรับแนวต้าน ที่จะใช้ในการ เทรด ต่อไป ...
 .... จาก Fibonacci  Retrace Line พบว่า ราคา 160 ได้ข้าม แนว 61.8% ไปแล้ว  แน่นอนว่า Most Common  จะต้องเด้งกลับมาที่ยอดสูงเดิม  ...160 --> 170 ...
.... Trading Plan ของ BBL คือ  Buy ที่ราคาเปิดตลาด ... STOP LOSS ตกเส้น EMA15 ใน day .
... ถ้าข้าม 163 Buy more ...  ราคาเป้า Take Profit ที่ 170 .. (กรณีนี้ ตัวอย่างวางเป้าขาย เล่นรอบ ... แต่จริงๆแล้ว บางคนที่ คิดจะถือลงทุน ก็อาจจะกำหนดว่า)  .. ถือไปเรื่อยๆ ถ้าตก EMA15 ใน Day ค่อยขาย..ก็ได้
.
.
ต่อมา ก็ SCB
.
.
....จากภาพ  พบว่า ราคาจะข้าม TD-Line  ขึ้นมา ที่ 103.50  + Stochastic เริ่มจะมีการกลับตัว พร้อมวิ่งแล้ว .. ทำการตีเส้น Fibonacci  Retrace Line ขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อสร้างให้เกิด แนวรับแนวต้าน ที่จะใช้ในการ เทรด ต่อไป ...
 .... จาก Fibonacci  Retrace Line พบ ว่า ราคา 102  ราคาได้ข้าม แนว 38.2% แล้ว  แน่นอนว่า Most Common  จะต้องเด้งกลับ เข้าหา แนว 61.8% และยอดสูงเดิม --> ได้แนวมา 3 แนว คือ 106 , 110 , 116
.... Trading Plan ของ SCB คือ  Buy เมื่อข้าม TD-Line = 103.50 ... STOP LOSS ตกเส้น EMA15 ใน day = 100.50 - 100   ... ถ้าข้ามแนว 61.8% ที่ 106  Buy More ...  ราคาเป้า Take Profit ที่ 110 และ 116  หรืออาจจะถือไปเรื่อยๆ ถ้าตก EMA15 ใน Day ค่อยขาย..ก็ได้
.

..สุดท้าย KBANK
.
.
..จากภาพ  พบว่า ราคาจะข้าม TD-Line  ขึ้นมา ที่ 117  + Stochastic เริ่มจะมีการกลับตัว เงยขึ้นอย่างแรง .
. ทำการตีเส้น Fibonacci  Retrace Line ขึ้น มาชุดหนึ่ง พบว่า ราคา 117.5  ราคายังไม่ข้าม แนว 61.8%   Most Common  จะต้องเด้งข้ามแนว 61.8% และวิ่งเข้าหา ยอดสูงเดิม --> 130-132
.... Trading Plan ของ KBANK คือ  Buy  ที่ราคา เปิด ... STOP LOSS ตกเส้น  EMA15 ใน day = 114.50
... ถ้าข้ามแนว 61.8% ที่ 118.6  Buy More ...  ราคาเป้า Take Profit ที่ 130 และ 132  หรืออาจจะถือไปเรื่อยๆ ถ้าตก EMA15 ใน Day ค่อยขาย..
.
..  ในการบันทึก ก็ตามสะดวก จดแบบ ง่ายๆ เข้าใจเองคนเดียว หรือ อาจจะ Sketch ภาพกราฟ ไว้ประกอบ กันลืม ก็ได้ ...
..

.
..  ในภาพ แค่เป็นส่วนหนึ่ง ของ ตัวอย่างการบันทึก นะครับ ไม่ได้ มาชี้นำให้ ซื้ออะไร  ....

.
.
.
STEP 6  จัดลำดับความสำคัญ , SET PRIORITY
.
..ใน Trading Plan ที่ เราทำไว้  ย่อมต้องมี หุ้น มากมาย ที่เราเห็นสัญญาณ .. โดยเฉพาะ ในเวลา "ขาขึ้น"
ที่ทั้งตลาด มันวิ่งขึ้นหมด เลย ... เขียวทั้งกระดาน...  หุ้นมันน่าซื้อไปหมด .. แต่เงินเรามีจำกัด
จะทำอย่างไร ที่เงินลงทุน ที่ซื้อไป จะให้ผลตอบแทนที่ดี ที่สุด
... ยกตัวอย่าง ต่อเนื่อง จาก STEP 5 ....  เราทำ Trading Plan ของ BBL , SCB, KBANK ไว้ แล้ว
โดยสรุป คือ
        BBL   ซื้อทันที ราคาประมาณ 160 ......... เป้าขาย 170 ...... คาดหวังกำไร 10 บาท
        SCB   รอ Break out ที่ 103.5 ค่อยซื้อ .... เป้าขายแรก 110 ..... คาดหวังกำไร 6.5 บาท
        KBANK ซื้อทันที ราคา  118  .... เป้าขาย 130 ..... คาดหว้งกำไร 12 บาท
...
  ดังนั้น จะเห็นว่า  จากกำไรมาก ไปน้อย เรียงเป็น KBANK , BBL, SCB
  จากจังหวะการซื้อ ในการตั้ง ORDER ต้องเตรียมให้ KBANK ,BBL ก่อน แต่ SBC ต้อง รอ Break out
..
..สิ่งที่ต้อง พิจารณา เพิ่มเติม คือ
     BBL  , P/E =  12.92   , %Div = 3.00
     SCB  , P/E = 14.67    , %Div = 2.87
     KBANK ,  P/E = 14.80 , %Div = 2.02

       จะเห็นว่า หากมองในการ ถือลงทุน รับปันผล  เรียงลำดับความน่าสนใจ จะเป็น
  .....  BBL , SCB, KBANK

... หาก ว่า มี เงิน 500,000  จะแบ่งการ ซื้ออย่างไร .. ซื้อหุ้นไหน จำนวนเท่าไหร่ และจะกันเงินไว้ ซื้อเพิ่มไหม หรือ จะซื้อทีเดียวหมดเลย ....
.
 ลอง ยกตัวอย่าง เป็น ไอเดีย ให้ ... เช่น ...
..1.   KBANK ซื้อ ราคาเปิด 1000 หุ้น  (ประมาณ 118 x 1000 = 118,000)
        แล้วซื้อเพิ่ม ถ้า ข้าม 119 อีก 1000 หุ้น (119.50 x 1000 = 119,500)
.
  2.  BBL ซื้อราคาเปิด  1000 หุ้น  ( 161 x 1000 = 161,000)

  3. SCB อาจจะยังไม่ซื้อ  .... รอดูก่อน
.   ...  ดังนั้น ยอดรวม ที่ วางแผนจะซื้อ ก็ใช้เงินประมาณ  118,000 + 119,500 + 161,000 = 398,500
  .
.  หรือ อาจจะวางแผนเป็นอย่างอื่นก็ได้ .. ก็ตามแต่ความพอใจ
...
   ลักษณะ แผน ที่ยกตัวอย่างนี้ ลักษณะ เป็น การ เทรด ระยะสั้น .... ถ้า เป็นการ เทรดที่คิดจะลงทุน ถือยาวๆ อาจจะต้อง เอา เรื่อง P/E หรือ %Div มาเป็นปัจจัย หลัก ในการ จัดพอร์ท ของเรา ด้วยอีกที...

.
  อาจจะวางแนวการตัดสินใจไว้ก่อน เช่น ... BBL อาจจะ ถือลงทุน เมื่อถึง เป้าหมาย อาจจะ รอดูว่าจะไปต่อได้ไหม ..ถ้ายังไม่ EMA15 ก็ถือไปเรื่อยๆ ส่วน KBANK อาจจะ ขายทำกำไร ที่เป้าหมาย ส่วนหนึ่ง แล้วถือลงทุนส่วนหนึ่ง ... เงินที่เหลือ อาจจะทะยอยซื้อ SCB ที่วิ่งตามขึ้นมาก็ได้ ....
....
...  ทั้งนี้ ทั้งนั้น ไม่ได้มีการ ยึดเป็น แบบแผน ที่ตายตัว ... แต่ขึ้นอยู่กับ แนวคิดในการลงทุน ของ แต่ละบุคคล ..... ที่สำคัญ คือ ต้อง มีแผนในการจัดพอร์ท จัดความสำคัญของหุ้น ที่จะเอาเข้ามาพอร์ท ของเรา เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ สูงที่สุด...

.... อย่าซื้อหุ้น โดยไม่มีแผนไม่ได้เด็ดขาด....
.... อย่าซื้อหุ้นตามที่เขาว่ามา ... ว่ามันดี
.... อย่าซื้อหุ้น เพราะมีข่าวดี ... โดยไม่มีพื้นฐานรองรับ ...
.... อย่าซื้อหุ้นตามบทวิเคราะห์ เชียร์ โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง....

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

8 Steps : ทำไว้.. จะได้ไม่เจ็บใจทีหลัง (Step 1 - 4) - Wave Rider

8 Steps : ทำไว้.. จะได้ไม่เจ็บใจทีหลัง (Step 1 - 4)

      มีเพื่อนๆ นักลงทุน ถามกันมาหลายคน ว่า "เลือกหุ้นยังไง " .. มานั่งๆ คิดดูว่า หลายคนคงจะมีปัญหาเหมือนกันว่า จะเลือกลงทุน อะไร อย่างไรดี .. พอโดนคำถามแนวนี้ ก็ต้อง มานั่งคิดว่า จะตอบอย่างไรดี...
จะไม่ให้คิดได้ไง ... ก็เขา ไม่ได้ถาม ว่า " เลือกหุ้น อะไร ดี..?? " .. ซึ่งมันเป็นคำถาม ที่ไม่อยากตอบมากที่สุด เพราะหุ้นแต่ละตัว มันดีของมันทุกตัว ไม่งั้นมันไม่ได้รับเลือกเข้ามาเป็น "มหาชน" หรอก ... บริษัทฯ ที่จะมี (มหาชน) ต่อท้าย มันไม่ใช่ ใครก็มีได้ .. มันต้องมีการถูกคัดเลือก มาอย่างดีแล้ว ทั้งนั้น...
ดังนั้น หุ้น ในตลาด มัน จะ "ดี"  ในเวลาของมัน ... เคยตอบไปว่า ".. หุ้นในตลาด ดีทุกตัว.." กลายเป็นว่า โดนข้อหา "กวนบาทา.. ไปซะงั้น"
    กลับมาที่ คำถาม ที่ถูกถามบ่อย จนเป็น ประเด็น ของบทความนี้ ... ถามว่า " เลือกหุ้นยังไง..ดี ?? "
... เชื่อว่า แต่ละคน ก็คงจะมีวิธี เลือกหุ้น ที่สนใจจะลงทุน ในสไตล์เฉพาะตัว ของแต่ละคน..
.. บางคนอาจจะเลือกหุ้น ตามข่าว .. บางคนก็เลือกหุ้นจากความคุ้นเคย ... บางคนก็อ่านบทวิเคราะห์พื้นฐานบ้าง..บทวิเคราะห์ เทคนิคบ้าง ..แต่คำถามที่ มักได้ยินบ่อย แล้ว ขอบอกเลยว่า ได้ยินทีไร เจ็บจี๊ดดดด ทุกที .... "..น้องๆ วันนี้เขาซื้ออะไรกัน..??.."  .... จี๊ดดดด มากเลย ... อยากเดินเข้าไปบอกมากเลยว่า เอาเงินกลับไปฝากธนาคาร ไว้อย่าเดิม หรือเอาไปซื้อหวย ยังดีกว่าครับ ...
.    ... เข้าประเด็นกัน เลย .." เลือกหุ้นยังไง..ดี ?? "
ต้องขอบอกก่อนเลยว่า ... สิ่งที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็น รูปแบบ เฉพาะตัวของ ผม คนเดียว ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่ได้เอามาเล่า เพื่อให้ทำตาม  แต่เอามาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ นักลงทุนจะได้เอาไปปรับให้เหมาะสมกับตนเอง เข้ากับจริตของตนเอง และให้รู้ว่า ... "..ถ้าคิดจะลงทุน มันต้องลงแรงด้วย.."
มีเงิน อยู่ในตลาดหุ้น มากมาย ... อย่าเดินเข้าไปเอาเงิน ด้วยดวงชะตา ด้วยการบอกเล่าของคนอื่น ...เรากำลังจะซื้อหุ้นของบริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้น เป็น นักลงทุน.. ไม่ใช่เป็นนักพนัน ที่เข้ามาเสื่ยงโชค...
..



.  จากการเอาคำถาม ที่ถูกถามบ่อยๆ มานั่งดูวิธีการ ของ ตนเอง แล้วสรุป ออกมาได้ 8 ขั้นตอน เรียกว่าเป็น 8 STEPS : ที่ทำเป็นประจำ แล้วมีความมั่นใจในการเทรด ...
มาดูกันทีละขั้นทีละตอน...............
.
STEP 1 : คัดเลือก SCREENING 
...... เป็นการคัดเลือกหุ้น ที่อยากจะติดตาม ..หุ้นในตลาด มีหลายร้อยตัว  คงจะยากที่จะต้องมานั่งตามดูทุกตัว .. แต่การเลือกจึงจำเป็น อย่างมาก..
..  ในตลาดหุ้น ได้มีการแบ่งหุ้นออกเป็นตามแต่ละประเภทของธุรกิจ เราก็ดูข้อมูล แต่ละประเภทธุรกิจที่เราสนใจ เช่น กลุ่มพลังงาน , กลุ่มธนาคาร, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
เมื่อได้กลุ่มธุรกิจที่สนใจแล้ว จากนั้น ก็มาดู คุณสมบัติพื้นฐานของหุ้น แต่ละตัว ..
เราดู Mkt.Cap. มีมากน้อยแค่ไหน... ;  P/E , P/Bv , EPS Ratio และ %Dividend Yield และจำนวนครั้งที่จ่ายต่อปี ด้วย

.. จากภาพ จะเห็นว่า กลุ่มพลังงาน มี Mkt.Cap. สูงถึง 30.65% of SET เลย เป็นกลุ่มที่ผลักดันตลาดได้รุนแรงกลุ่มนึงเลย ...P/E กลุ่ม = 13.37 , P/Bv = 2.18 เท่านั้น และมีหุ้นที่ จ่าย Div. 5-6% อีกเยอะแยะ
ตัวอย่าง P/E ต่ำกว่า 10 (ตามสูตรใครก็ไม่รู้) ... EGCO, BCP, BANPU, BAFS แล้วจ่าย Div. กัน 5%กว่าๆ
ยกเว้น BANPU คราวนี้ประกาศจ่าย 8 บาท (12/2010)..
... ยังไม่นับ หุ้นในเครือปอ. อีกหลายตัว แค่ 4 ตัวนี้ การดำเนินกิจการ และชื่อเสียงก็ยืนยันได้ถึงความมั่นคงของบริษัท แล้ว .... จะไม่สนได้ไง .....^-^.


. มาดู ข้อมูลอีกแบบ ก็ได้ BAFS จ่าย Div. 0.36 บาท เองจ่าย คราวละ 6 เดือน แต่อย่าลืมนะ ราคาหุ้น 10 บาทเอง แล้วการบินไทย ก็ไฟเขียวให้ซื้อเครื่องบินเพิ่มแล้ว ยังไงก็ยังต้องเติมน้ำมันจาก BAFS เพิ่มอีกแน่นอน... จะไม่ดีได้ไง...
หรือ .. BCP  นี่ครบเครื่องเลย P/E = 8 กว่าๆ  P/Bv ต่ำกว่า 1 , จ่าย Div. 0.55 บาท ทุก 6 เดือน ราคาหุ้นตอนนี้ 19 บาท ... อนาคตสดใส ด้วยความหลากหลายของ พลังงานทดแทน ... ไม่เก็บไว้ตอนนี้ อีก 4-5 ปี ราคาไปอีกเท่าตัวจะมาเสียดายไม่ได้นะ...ฮุ..ฮุ..
.
การคัดเลือก SCREENING หุ้นที่สนใจ จะติดตาม ในแต่ละกลุ่มก็ ถ้ากลุ่มเล็กๆ อย่าง SETHELTH ก็เลือกมา 4-8 ตัว ..เช่น  BGH , BH, VIBHA, KH , TNH, SKR, NTV, RAM
 ถ้ากลุ่มใหญ่ อย่างพลังงาน หรือ ธนาคาร ก็เลือก มา สัก 12-20 ตัว


STEP 2 : จัดเก็บภาพกราฟ  SAVE CHARTS
.
. หลังจากได้รายชื่อ หุ้น ที่น่าสนใจแล้ว ก็ทำการ Save Chart ของภาพกราฟราคาหุ้นที่ได้คัดเลือกไว้แล้วทุกตัว ใน Time Frame Weekly เพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในภาพใหญ่ ของหุ้นนั้นๆ
เพื่อความสะดวกในการ Review ภายหลัง อาจจะทำภาพกราฟ เป็น Windows เล็ก แล้วจัดเรียงให้เห็นเป็นแบบ 4-in-1 จะได้เห็นภาพกราฟ หุ้นในกลุ่มเดียวกัน 4 ตัวเทียบกันในจอเดียว ตาม ตัวอย่าง
.
. . จากภาพ เป็น BANPU, LANNA, BAFS, AGE...  แบบนี้ เราก็จะสามารถ เทียบราคาหุ้น ที่เดี่ยวกับ ถ่านหิน ทั้ง 3 ตัวได้ ในการเปิดไฟล์ ที่ Save ไว้เพียงครั้งเดียว...
ซึ่งถ้าดูจากภาพแล้ว ...ความน่าสนใจของหุ้นถ่านหิน เรียงจากมากไปน้อย ก็จะเป็น AGE, BANPU และ LANNA .. นั่นเอง  ซึ่งหากเราสนใจจะดู AGE เป็น พิเศษ ก็สามารถ Maximize Window ของ AGE ขึ้นมาดูกันในภาพใหญ่ได้.... ก็สะดวกดี...
... โดยส่วนตัว ก็จะทำภาพกราฟ แบบนี้ไว้ เกือบจะทุกกลุ่ม ....
.. ถ้าดูจากชื่อ ที่ SAVE Chart ไว้ก็ อยู่ราวๆ 300 หุ้น นิดหน่อย ...แต่ละกลุ่มธุรกิจ ก็มีไม่เท่ากัน บางกลุ่มก็ แค่ 4 หุ้น บางกลุ่มมากถึง 24 หุ้น เลยก็มี .....
.
.
STEP 3 : หาสัญญาณในหุ้น  FIND PATTERNS
..
.... ขั้นตอนที่ 3 นี้ ก็เอาภาพกราฟ ที่คัดเลือกและ Save Chart ไว้แล้ว มาเปิดไล่ดูทีละภาพ.. มองหาสัญญาณทางเทคนิค ต่างๆ .. ที่จะเป็นการบอกให้เราจับตาเป็นพิเศษ .. เช่น สัญญาณแท่งเทียน , Price Pattern ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Head&Shoulder, Double Top, Double Bottom, Cup&Handle, Triangle ....
ซึ่งถ้าไม่เจอสัญญาณอะไร เลย ก็อาจจะตี Trend Line ไว้สักเส้นก็ยังดี ...
.
.
... ตัวอย่าง ในภาพ เป็น หุ้น เรือ ทั้ง 4 ตัว TTA, PSL, RCL, ASIMAR.... จะเห็นว่าภาพระดับ Week แสดงให้เห็นการ Sideway หรือ วิ่งลงอย่างชัดเจน .. ดังนั้นกลุ่มเรือ พวกนี้ ผ่านได้เลย ยังไม่มีความน่าสนใจ
แต่ยังไง ก็ตีเส้น Trend Line ไว้สัก เส้นหนึ่ง เป็นการตีกันไว้ให้เห็นว่า ราคาไม่น่าจะขึ้นมาเหนือเส้น Trend Line ที่เราตีไว้ได้ .. เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว แท่งราคา กลับมาสูงกว่า Trend Line ที่ตีไว้ ถึงจะมาพิจารณากันใหม่....
.

... ส่วน ภาพนี้ เป็น กลุ่ม ธนาคารใหญ่ 4 แห่ง BBL, SCB, KTB, KBANK จะเห็นว่า แต่ละตัว วิ่งกลับขึ้นมา ชนจ่อจะข้าม เส้น Trend Line ที่เราตีทิ้งไว้ ทั้งนั้น..  แบบนี้ มันเริ่มน่าสนใจแล้ว ..
เปลี่ยนไปใช้  Time Frame Day ได้เลย และอาจจะ ตี Fibonacci Retrace Line ไว้สักชุด เพื่อเป็น เป้าในการเด้งขึ้นของราคา ...ตามภาพ ...
.
.

.
.
STEP 4 : ดูเป็นประจำ REVIEW OFTEN
..
...... มาถึงขั้นนี้ แล้วก็เรียกว่า ผ่านการเตรียมความพร้อมของ กราฟ เรียบร้อยไปแล้ว ..
ขั้นต่อไป ก็เป็น เรื่องของ ความขยันแล้ว ล่ะ ... เปิดดูภาพกราฟ ที่ ทำเอาไว้ ว่ามีสัญญาณอะไรไหมที่เปลี่ยนแปลงไปไหม ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์..
... โดยปกติ ถ้า SET วิ่งดีๆ วิ่งยาวๆ.. ก็จะไล่ดู ทั้งหมด ทุกวัน ...(ครับ .. เข้าใจถูกแล้ว ครับ 300 กว่ากราฟ ทุกวัน) .. ที่ต้องดูทุกวัน เพื่อที่จะไม่พลาด และพบสัญญาณการเข้ากระทำ ตั้งแต่วันแรกๆ.. ส่วนใหญ่ ที่จะพบก็คือการ Break out Trend Line ที่เราตีไว้นั่นเอง ....
....  แต่ถ้า SET แกว่งแคบๆ หรือออกข้าง ก็อาจจะดูเฉพาะ 20 TOP Active Value / Volume คือดูเฉพาะ หุ้นที่เคลื่อนไหว ผลักดัน SET เท่านั้น .... ส่วนการดูทั้งหมด ก็จะลดเป็น 1-2 ครั้ง / สัปดาห์....
.
.
...เพียง 4 Step แรก นี้ เป็นเพียง ครึ่งทาง ที่เราจะต้องทำการบ้านกันอย่างหนักแทบทุกวัน..
ซึ่งอาจจะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงต่อวันในการดูกราฟ ... แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้น เชื่อเถอะว่า มันจะคุ้มแสนคุ้ม เพราะถ้า เราเจอสัญญาณ Break Out สวยๆ ในหุ้น สัก 1-2 ตัว แล้ว เราสามารถเข้า ซื้อได้ตั้งแต่ วันแรกๆ
..ได้ซื้อตอนที่ไม่มีใครมาแย่งเราซื้อ เพราะพวกนักวิเคราะห์ อาจจะเห็นพร้อมๆ เรา แต่กว่าเขาจะเขียน กว่าเขาจะเชียร์ กว่าที่นักลงทุนคนอื่นจะมาอ่านบทความเชียร์ให้ซื้อของนักวิเคราะห์ ..
..... เราก็ซื้อไปก่อนแล้ว 2-3 วัน..
..
.... จากประสบการณ์ ที่ผ่านมา ทุกสัปดาห์ จะต้องเจอ Break Out แต่หุ้นนั้น จะวิ่งได้ดีไหมก็อยู่ที่ ความสามารถของหุ้นตัวนั้นๆ ซึ่งมันจะมีโอกาส มาให้เห็นตลอดเวลา ... หุ้นบางตัวเล่นสั้น 1 วันเลิก Take Profit ได้เลย .. บางตัววิ่งไป ตั้ง 3-4 วัน ถึงจะได้ขาย ..
..... บางตัว Break Out ทีเดียว ถือไป 2 เดือน หรือ 5 เดือนก็ยังมี เช่น PTL ,AJ, IVL, STA....(ชื่อมันคุ้นๆ ดีไหม) .... ถ้าไม่เชื่อ มาดูกันก็ได้ .
.
.

...จากซ้ายไปขวา บนลงล่าง มี AJ , IVL , PTL , STA .... เห็นการ Break Out TD-Line กันไหม แล้วถามจริงๆ เถอะ ตอนมัน Break Out มีใครรู้ไหมว่า มันเกิดอะไรขึ้น มีใครเชียร์ไหม แต่ถ้าเราเห็นก่อน แล้ว เรากล้าซื้อ ล่ะ.. ต้องใช้คำนี้ เพราะบางทีเราจะเจอ หุ้นอะไร ก็ไม่รู้ ไม่ไปไหนมาตั้งนาน .จู่ๆ มัน ก็วิ่ง .
...ถามใจเลย กล้าซื้อไหม  ... ต้องกล้ากันนะครับ เพราะซื้อแล้ว สามารถตั้ง STOP LOSS ที่ เส้น TD-Line ที่เราตีได้เลย  ...
... เพราะ ถ้า Break out จริงๆ มันไปแล้วไปเลย ไม่ถอยมาตกเส้น TD Line อีกแล้ว ...
..
ตัวอย่าง AJ ..เห็น Break Out ครั้งแรก 4.50 ...ตอนนั้น ไม่มีใครรู้จัก งงๆ กันหมด พอครั้งที่ 2 ตรง 8.50 เริ่มมีคนรู้แล้ว คราวนี้ ไป 40  เลย ไม่มีถอยเลย...
.
... ถามกันตรงๆ ถ้า ปี นึง เจอแบบนี้ สัก 4 ตัว แล้ว วิ่ง บ้าเลือดแบบนี้
 AJ     : Break Out 4.5 --> 40
 IVL   : Break Out 18.5 --> 61
 PTL   : Break Out  7.50 --> 45
 STA  : Break Out 3.50 --> 39
... " คุณจะยอม นั่งดูกราฟ ทุกวันๆ ละ 3 ชั่วโมงไหมล่ะ .. แล้ว ได้ซื้อตั้งแต่ แรกๆ "

... แต่ย้ำกันไว้ก่อนนะครับ ว่า การ เจอ Break Out แต่ละครั้ง มันไม่ได้วิ่งแบบนี้ ทุกครั้ง ...
.. การเจอ Break Out แล้วเข้าซื้อ ทุกครั้ง ยังไงก็ต้อง มี STOP LOSS ก่อนจะส่ง ORDER ซื้อทุกครั้ง ครับ
..
.. แล้ว จะมาว่าถึง STEP 5-8  ต่อ อีกที .... ครับ
.. สวัสดี ...แค่นี้ก็สนุก แล้ว จริง ไหม .... ^-^
.
.
ปุกปุย .
.

Resistant, Support - Wave rider

Resistant , Support 

ชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ บางคนอาจจะงงว่าคืออะไร แต่คนที่ใช้ Technical Analysis ในการดูกราฟหุ้น จะเข้าใจคำพื้นฐานที่ต้องรู้จักเหล่านี้ กันแทบทุกคน

Resistant คือ แนวต้านทาน หรือที่เรียกกันติดปากว่า "แนวต้าน" นั่นเอง

Support คือ แนวรองรับ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "แนวรับ"

แนวต้าน และ แนวรับ จะเป็นการตีเส้น ในแนวนอน (Horizontal Line) ไว้ที่ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง

แนวต้าน (Resistant) จะ เป็นการตีเส้นแนวนอนไว้ด้านบน เหนือแท่งราคาขึ้นไป ตีเส้นไว้เพื่อเป็นแนวราคารอให้แท่งราคาวิ่งขึ้นไปทดสอบเส้นแนวต้าน ว่าจะผ่านขึ้นไปได้หรือไม่

หากผ่านขึ้นไปได้ ราคาของหุ้นนั้นก็จะวิ่งขึ้นต่อไป วิ่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไป

หากผ่านไม่ได้ แท่งราคาเกิดอาการชนเส้นแนวต้านแล้วถอยลงมา พักตัว แล้วลงไปเลย หรือเลี้ยวกลับขึ้นมาทดสอบแนวต้านอีกครั้งก็เป็นไปได้ แนวต้านบางแนวแข็งแกร่งมาก ราคาขึ้นมาชนแนวต้านแล้ว กระเด็นลงมา แล้วขึ้นไปทดสอบใหม่ แล้วหล่นลงมา อยู่ 3-4 รอบกว่าจะผ่านข้ามขึ้นไปได้


แนวรับ (Support) เป็นเส้นแนวนอนที่ตีไว้ด้านล่างต่ำกว่า แท่งราคา เพื่อเป็นแนวรองรับ ในเวลาที่ราคาหุ้นถอยลงมาทดสอบแนวรับ

หากราคาลงมาทดสอบแนวรับ ชนเส้นแล้วเด้งกลับขึ้นไปได้ ก็แสดงว่า "รับอยู่" ราคาหุ้นก็ยังมีโอกาสวิ่งขึ้นไปได้อีก


หากราคาลงมาทดสอบแล้ว ทะลุผ่านแนวรับลงไปได้ แสดงว่า ราคายืนแนวรับไม่ได้ ราคาหุันก็จะลงต่ำลงไป มุ่งหน้าไปทดสอบแนวรับถัดไป ในบางครั้งแนวรับแข็งแกร่งมาก ราคาลงมาชนแล้วเด้ง แล้วลงมาชนใหม่แล้วเด้งอยู่ 2-3 ครั้ง จนหมดแรง ราคาถึงจะลงหลุดเส้นลงไปได้










   
     ซึ่งจริงๆ แล้ว เส้นแนวรับแนวต้าน จะเป็นระดับราคาทางจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาดจำนวนมากพอสมควรมองว่าราคาไม่ น่าจะผ่านแนวระดับราคานี้ไปได้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ ที่แนวต้านให้ดู

     ราคาที่แนวต้าน นักลงทุนบางส่วนซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร เรียกว่า "กลุ่มอยากขาย" มองว่าราคาไม่น่าจะผ่านแนวต้านไปได้ พอราคาขึ้นมาถึงที่ระดับราคานั้น นักลงทุน"กลุ่มอยากขาย" ก็จะขายหุ้นออกมา ทำให้เกิดอาการ ชนแนวต้านแล้วถอยลงมา 
     แต่จะมีนักลงทุนอีกกลุ่มที่ เข้าไปรับซื้อ เรียกว่า "กลุ่มอยากซื้อ" ก็จะซื้อเพราะเชื่อว่าราคายังไปได้อีก สองกลุ่มนี้ ก็จะแลกหมัดกันที่แนวต้าน เกิดอาการชนแนวต้านแล้วราคาถอยหลายครั้ง และถ้าซื้อต่อเนื่องจนชนะ นักลงทุน"กลุ่มอยากขาย" จนราคายกขึ้นข้ามแนวต้านไปได้ 
     ก็จะมีนักลงทุนอีกกลุ่ม ที่เป็น "กลุ่มวางตัวเป็นกลาง" พวกนี้จะรอดูท่าทีอยู่ เมื่อเห็นว่าราคาผ่านแนวต้านได้แล้ว ก็จะตัดสินใจเข้ามาช่วยซื้อเพิ่มขึ้น ดังนั้นเรามักจะพบว่า เมื่อราคาหุ้นข้ามแนวต้านได้ ปริมาณการซื้อจะเพิ่มขึ้นและราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไปอย่างเร็วกว่าเดิม 
      แล้วเมื่อราคาวิ่งขึ้นต่อไปอีกไกล "กลุ่มอยากขาย" ที่ขายหมูไปแล้วบางส่วน เริ่มสำนึกผิดว่าไม่น่าขาย ก็จะกลับเข้ามาซื้อ ในราคาที่แพงกว่าเดิม ซึ่งตอนนั้นเอง ที่ "กลุ่มอยากซื้อ" และ "กลุ่มวางตัวเป็น กลาง" ก็จะแสดงน้ำใจให้ ด้วยการขายหุ้นให้ ทำกำไร ด้วยราคาแพงเป็นพิเศษ .... ฮ่าๆๆ ..
    
      กลายเป็น สองรุมหนึ่ง ราคาก็จะลงเร็ว แน่นอนว่า "กลุ่มอยากซื้อ" บางส่วนจะตกใจขายหนีผสมโรงออกมา ด้วยทักษะการคัทลอส และบางส่วน เข้าใจว่าราคาหุ้นเป็น สินค้าในห้าง ติดป้าย midnight sale ลด 30-50% กระหน่ำซื้อไม่ยั้งด้วยทักษะขา Shopping สินค้าลดราคาเป็นอาชีพ .... ฮึๆๆ ในที่สุด ติดดอยเรียบร้อย

     ในทางกลับกันถ้าการแลกหมัดที่แนวต้าน "กลุ่มอยากขาย" ชนะ "กลุ่มอยากซื้อ" ซึ่งรับซื้อมาจนหมดกระเป๋าแล้ว แต่หุ้นยังโดนขายต่อเนื่อง ราคาเริ่มไหลลง "กลุ่มอยากซื้อ" บางส่วนจะไหวตัวทัน กลับใจมาขายด้วย คราวนี้ราคาจะไหลลงอย่างแรง เป็นอาการแย่งกันขายเลย แต่ "กลุ่มอยากซื้อ" และ "กลุ่มวางตัวเป็นกลาง" บางส่วนที่รอราคาลงมาต่ำจะเริ่มเข้ามารับซื้อ ส่วนใครที่ซื้อ ไปแถวแนวต้าน แต่พอราคาลง แล้ว ไม่คัทลอส ก็ติดดอยเช่นกัน .... เฮอะๆๆ

แล้วคุณล่ะ เป็นนักลงทุนกลุ่มไหน.... !!!!

 จาก Part '1 ก็พอจะทำให้เห็นภาพของ การตีเส้นแนวนอน เพื่อเป็น แนวรองรับ และแนวต้านทาน กันบ้างแล้ว แต่หลายคนพอ ดูกราฟ แล้วจะลงมือตี ก็จะงง ว่า แล้วจะตีตรงไหน ... เอาล่ะครับ จะค่อยๆ เล่าให้ฟัง

  การตีเส้นแนวรับ แนวต้านไม่ใช่ว่าจะตีเส้นตรงไหนก็ได้ จะหลักในการตีเส้นแนวนอน เพื่อเป็นแนวรับแนวต้านมีอยู่ 3 วิธี

วิธีแรก :  ตีเส้นที่จุดกลับตัว

เป็นการตีเส้นแนวนอน ให้เป็นแนวรับที่จุดต่ำ (Low) หรือเป็นแนวต้านที่จุดสูง (High) โดยตีที่จุดกลับตัวของราคา ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า แต่เชื่อเถอะคนที่ไม่เคยตีเส้น ไม่เคยดูกราฟ พอเห็นกราฟเข้าจริงๆ แล้วจะมึนงง เกิดคำถามทันที
  "ตีตรงไหนล่ะ? แล้วจุดกลับตัวมันเป็นยังไง? "

ขออธิบายแยกเป็นทีละอย่าง  เอา จุดกลับตัว (Reversal Point) ก่อน เพราะถ้าหาจุดกลับตัวไม่เจอก็ไม่รู้จะตีเส้นตรงไหน  เมื่อหุ้นขึ้น ก็มีการกลับตัวลง และเมื่อหุ้นลง ก็มีการกลับตัวขึ้น เราจะเห็นจุดกลับตัว ต่อเมื่อราคามันเปลี่ยนทิศ กลับตัวให้เราเห็นแล้วนั่นเอง



วิธีง่ายๆ ในการหาจุดกลับตัว
ยกฝ่ามือซ้ายของคุณขึ้นมาดู จะเห็นนิ้วโป้งอยู่ซ้าย นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย เรียงไปทางขวา จะเห็นว่า นิ้วกลางอยู่สูงที่สุด นิ้วชี้ นิ้วโป้ง ต่ำลงมาทางซ้าย นิ้วนาง นิ้วก้อย ต่ำลงมาทางขวา (มือซ้ายใครไม่เป็นอย่างนี้บ้างวะ)
คราวนี้ มองกราฟ หาแท่งราคา 5 แท่งที่มันเรียงตัวแบบนิ้วทั้ง 5 บนมือซ้ายของคุณ ... เมื่อพบแล้ว ปลายนิ้วกลางก็คือ จุดกลับตัว นั่นเอง .... อ่า!!! ... แม่เจ้า...
ยกมือขึ้นมาชี้ฝ่ามือขึ้นฟ้า ปลายนิ้วกลาง คือ จุดสูง (High) ของจุดกลับตัว คว่ำฝ่ามือชี้ลงดิน ปลายนิ้วกลาง คือ จุดต่ำ (Low) ของจุดกลับตัว. คราวนี้มองดูกราฟ หาฝ่ามือชี้ขึ้น และฝ่ามือชี้ลงให้เจอ เมื่อหาเจอ ก็เท่ากับ หาจุดกลับตัวเจอ




   ..........
   


  มาพูดถึงแนวต้าน (Resistant) บ้าง ต้องเกิดภาพในหัวทันที แนวต้าน = ข้างบน ดังนั้น แนวต้านต้องตีเส้นที่จุดสูง (High) หาฝ่ามือชี้ขึ้น ในกราฟ เจอตรงไหน ตีเส้นแนวนอนที่ ปลายนิ้วกลาง เลย   เอ่อ ... ง่ายงั้นเลยเหรอ ... ครับ ก็ง่ายอย่างนั้นล่ะ



ส่วน แนวรับ (Support) ก็ต้องเกิดภาพในหัวทันที แนวรับ = ข้างล่าง ดังนั้น แนวรับต้องตีเส้นที่จุดต่ำ (Low) หาฝ่ามือชี้ลง ในกราฟให้เจอ พอเจอแล้ว ตีเส้นแนวนอนที่ ปลายนิ้วกลาง เลย ก็จะได้เส้นแนวรับเรียบร้อย

จากภาพด้านล่าง เส้นสีฟ้า เป็นแนวต้าน เส้นสีแดงเป็นแนวรับ



ปล.เทคนิคการหาจุดกลับตัวแบบนี้ ถูกนำเสนอโดย Dr. Bill Williams , ในหนังสือ Trading Chaos 
อยู่ใน Chapter 8 ; Fractal  นิ้วกลาง อยู่ตรงไหน ก็จะใส่หัวลูกศรเข้าไปที่แท่งราคานั้น





บางคนอาจจะสงสัย กราฟแท่งเทียน มันมีทั้งไส้เทียน และตัวแท่งเทียน จะตีเส้นแนวนอน ตรงไหน ตีที่ปลายไส้เทียน หรือตีที่ขอบของตัวแท่งเทียน ... นี่มันปัญหาไก่กับไข่ชัดๆ ... ฮ่าๆๆๆ ... ให้นึกอย่างนี้ แท่งเทียนคือนิ้วมือ ไส้เทียนก็คือเล็บมือ ถ้าด้านที่ต้องตีเส้น มันเล็บสั้น คือไส้เทียนสั้น จะตีเส้นตรงไหนมันก็ไม่มีผลหรอกครับ ก็ตีมันที่ปลายเลยครับ ก็คือตีแนวต้านที่จุดสูง High Price หรือตีแนวรับที่จุดต่ำ Low Price ได้เลย.

แต่ที่มักจะมีปัญหา ก็พวกที่ไว้เล็บยาวนี่ล่ะ (นึกถึงตอนเด็กๆ ครูเดินตรวจเล็บเลย นะเนี่ย) จุดกลับตัวด้านที่จะตีเส้น มีเล็บยาว เอ้ย!! ไส้เทียนยาว เอาเฉพาะที่ไส้เทียนยาว เท่ากับตัวแท่งเทียนหรือยาวกว่าแท่งเทียนเท่านั้นนะ พวกเล็บยาวผิดระเบียบพวกนี้ ต้องโดนทำโทษถูกตีสองที ... คือตีเส้นแนวนอน 2 เส้น
แนวต้าน ตีเส้นแนวนอนที่ปลายไส้เทียนบน และตีที่ขอบบนของแท่งเทียน ส่วนแนวรับ ตีเส้นแนวนอนที่ปลายไส้เทียนล่าง และตีที่ขอบล่างของแท่งเทียน
และพื้นที่ระหว่าง สองเส้นที่ตี จะกลายเป็นแถบแนวรับ (Support Banner) และแถบแนวต้าน (Resistant Banner) เมื่อเป็นแถบหนาๆ แบบนี้ การที่จะทะลุผ่านลงใต้แนวรับ หรือขึ้นเหนือแนวต้าน ที่ทางเทคนิคคอล เรียกว่า Break Out นั้น มันก็จะยากกว่า ที่เป็นเส้นเดียวแน่นอน ดังนั้นโอกาสที่ ราคาจะ Break Out แถบแนวรับแนวต้านแบบนี้ ในครั้งเดียว มันค่อนข้างยาก ต้องมี Volume เข้ามามากพอจึงจะ Break Out ได้ในครั้งเดียว เราจึงมักพบ แถบแนวรับแนวต้าน ถูกทดสอบ อย่างน้อย 2-3 ครั้งก่อนที่จะ Break Out จริงๆ



และเมื่อราคา Break Out แนวต้าน ไปได้ จะเป็น....  สัญญาณ ซื้อ .... BUY

ขออนุญาตเอาข้อความดี ๆ ของคนอื่นมาเก็บไว้เพื่ออ่านเองครับ ไม่มีเจตนาละเมิดใด ๆ ครับ